การประกาศขึ้นภาษีส่งออกสินแร่เหล็กของอินเดียเพื่อปกป้องการขาดแคลนสินแร่ในประเทศ เป็นเสมือนการส่งสัญญาณสำคัญที่ บ่งชี้ว่าอุปทานสินแร่ในตลาดปี 2553 จะเริ่มลดลงทำให้ราคาสินแร่มีแนวโน้มขยับสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 20-30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ดังนั้น ทิศทางราคาวัตถุดิบที่ใช้ผลิตเหล็กต้นน้ำที่เริ่มขยับขึ้นจะถูกส่งผ่านไปยังเหล็กกลางและปลายน้ำ ประกอบกับความต้องการเหล็กทั่วโลกที่ยังเติบโตเฉลี่ย 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการก่อสร้างโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานทั่วโลก ซึ่งรวมถึงงบก่อสร้างจากโครงการไทยเข้มแข็งมูลค่า 1.06 ล้านล้านบาท จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ราคาเหล็กเส้นปี 2553 มีแนวโน้มขยับตัวขึ้นเหนือกว่า 20 บาท/กก.

การปรับขึ้นภาษีส่งออกสินแร่เหล็กของอินเดีย คาดว่าจะทำให้การเจรจาซื้อขายสินแร่ระหว่างจีนกับผู้ผลิตรายใหญ่ในออสเตรเลียเกิดเร็วขึ้น การประกาศขึ้นภาษีสินแร่เหล็กประเภท Fines และ Lumps จาก 0% และ 5% เป็น 5% และ 10% ตามลำดับ ของอินเดีย เพื่อป้องกันการขาดแคลนสินแร่เหล็กในประเทศ

เนื่องจากอินเดียมีงบกระตุ้นการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สูงกว่า 8,900 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้อินเดียเป็นประเทศที่มีการเติบโตของการใช้เหล็กปี 2552 เท่ากับ 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากจีนที่คาดจะขยายตัวเท่ากับ 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ดังนั้น การผลิตสินแร่ของอินเดียที่เป็นผู้ส่งออกมากสุดเป็นอันดับ 3 ของโลกคาดจะเริ่มลดลง ทำให้จีนไม่มีทางเลือกในการเจรจาซื้อสินแร่เหล็กกับผู้ผลิตรายใหญ่สัญชาติออสเตรเลียอย่าง Rio Tinto และ BHP Billiton

สถาบันวิจัยนครหลวงไทย (SCRI) ประเมินความกังวลเรื่องการขาดสินแร่ จะทำให้การเจรจาซื้อขายสินแร่เหล็กสำหรับปี 2553 อาจเกิดขึ้นก่อนเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นเดือนที่มีการทำล่วงหน้าเป็นประจำทุกปี เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศบราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน (BRIC) ที่เริ่มฟื้นตัว หนุนให้ความต้องการใช้เหล็กโลกปี 2553 กลับมาขยายตัว 9%

การคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ทำให้สถาบันเหล็กโลกคาดการณ์ใช้เหล็กในจีนปี 2553 ยังคงปรับขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจในประเทศเกิดใหม่อย่างอินเดีย และบราซิล ที่คาดจะมีการเติบโตเท่ากับ 12% และ 9% ตามลำดับ ส่งผลต่อเนื่องให้ความต้องการเหล็กโลกปี 2553 กลับมาขยายตัว 9% เป็น 1,205 ล้านตัน เปรียบเทียบจากปี 2552 ที่ปรับลง 8.6%

ความต้องการใช้เหล็กในประเทศไทยเติบโตในทิศทางเดียวกับตลาดโลก แม้ความต้องการใช้เหล็กปี 2552 ที่คาดจะปรับลดลงกว่า 26% เป็น 10 ล้านตัน ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับลดขนาดการผลิตรวมถึงสินค้าคงคลังเพื่อรักษาสภาพคล่อง เพื่อสร้างความพร้อมและรองรับกับภาวะขาขึ้นของการใช้เหล็กที่จะเกิดขึ้นในปี 2553 เป็นผลมาจากการลงทุนก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน อาทิ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง รวมถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ตามเส้นทางรถไฟฟ้า

ดังนั้น ทิศทางของกำลังซื้อที่ปรับขึ้น สม่ำเสมอ ส่งผลให้อุปสงค์การใช้เหล็กปี 2553 จะเพิ่ม 10% เป็น 11 ล้านตัน (กรณีที่ได้รับผลกระทบบางส่วนจากปัญหาการชะลอก่อสร้างในมาบตาพุด) จะไม่เห็นเหล็กราคาถูกอีกต่อไปในปี 2553 ภาวะขาขึ้นของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเหล็กต้นน้ำยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาเหล็กกลับมาสู่ขาขึ้นอีกครั้ง โดยคาดสินแร่เหล็กและถ่านโค้กอาจมีการปรับราคาขายล่วงหน้า 1 ปี เพิ่มขึ้น 20-30% และ 10-15% จากระดับราคาในปี 2552 ที่ 60 เหรียญสหรัฐ และ 130 เหรียญสหรัฐต่อตัน ตามลำดับ

ดังนั้น ราคาของน้ำเหล็กที่ได้รับจากโรงถลุงเหล็กจะมีต้นทุนเหมาะสมเฉลี่ยประมาณ 450 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือเท่ากับ 15.5 บาท/กก. และเมื่อรวมกับต้นทุนการแปลงสภาพเป็นเหล็กกลางและปลายน้ำที่คาดจะอยู่ในช่วง 2-3 บาท/กก. พบว่าราคาเหล็กทรงยาวที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 18-19 บาท/กก.

อย่างไรก็ตาม ราคาเหล็กจะเคลื่อนไหวไปตามกลไกตลาด ซึ่งแนวโน้มการบริโภคจากประเทศจีนที่ยังเติบโตและมีสัดส่วนสูงกว่า 48% ของการบริโภครวมของโลก และรวมถึงกำลังซื้อในประเทศที่ยังมีการขยายตัวแข็งแกร่ง จะเป็นตัวขับเคลื่อนด้านราคาที่สำคัญและทำให้ผู้บริโภคในประเทศจะต้องเผชิญกับภาวะเหล็กราคาแพงอีกครั้งหนึ่ง เปรียบเทียบราคาเหล็กเส้นในปัจจุบันที่ระดับ 19-20 บาท/กก.

– ThaiSteelmaker เรียบเรียงจาก รายงานของ :เจียรนัย อุตะมะ-โพสต์ ทูเดย์

ยินดีต้อนรับ

ชุมชนคนทำเหล็กในเมืองไทย อันแสนอบอุ่น..
สมัคร/ลงทะเบียน ร่วมเขียนบทความ
แบ่งปันความรู้ แก้ไขปัญหา ให้ข้อมูลข่าวสาร
ร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของไทย..
ลงทะเบียน-register

Login




หมวดหมู่



ข่าวสารยอดนิยม


เรื่องล่าสุด



-